ควรเลิกการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการ “…พระราชทาน” ได้แล้ว

วันนี้ หลายคนคงเห็นภาพที่กระจายกันอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพประชาชนคนไทยกำลังนั่งรอคิวเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งหนึ่ง โดยแต่ละคนถือป้ายที่เขียนว่า “วัคซีนพระราชทาน ซิโนฟาร์ม” ด้วยสถานการณ์ที่คนไทยต้องเผชิญกับมหันตภัยโควิด-19 หากมองดูภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนขึ้น ก็จะเห็นนัยน์ตาอันเศร้าสร้อยของแต่ละคน บางคนนั่งคอตก บางคนสีหน้าเรียบเฉย แต่มือของพวกเขาก็ยังคงถือป้าย “วัคซีนพระราชทาน ซิโนฟาร์ม”

ใช้เวลาไม่นานนัก ภาพดังกล่าวก็ถูกแชร์ไป หลายเพจนำไปโพสลง พร้อมกับข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

ภาพจากเพจโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

เราไม่อาจทราบได้แน่ชัดร้อยละร้อยว่า การโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ พร้อมติดคำว่า “… พระราชทาน” ในแต่ละกรณีนั้นเริ่มจากใคร?

อาจเกิดจากการคิดของส่วนราชการเอง

อาจเกิดจากมี “คนใหญ่คนโต” “คนใหญ่คนโตมาก” “คนใหญ่คนโตมากที่สุด” สั่งการมาที่ส่วนราชการอีกที

อาจเกิดจากการกระทำที่ออกมาจากจิตสำนึกโดยไม่คิดตรึกตรองใดๆ ของข้าราชการไทย ราวกับว่ามีโปรแกรมติดตั้งอัตโนมัติไว้ในหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรแล้ว

อาจเกิดจากคิดกันว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบนี้ ถูกแล้ว ดีแล้ว เหมาะแล้ว

แต่การโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการโดยติดคำว่า “พระราชทาน” เหล่านี้ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นความคุ้นชินของส่วนราชการไทยและบริษัทห้างร้านในประเทศไทยไปเสียแล้ว

การโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าโครงการนั้น โครงการนี้ เป็นโครงการพระราชทานบ้าง เป็นโครงการพระราชดำริบ้าง ไม่ว่าจะเกิดจากใครก็ตาม ต่างก็ส่งผลเสียและไม่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตยที่ยังคงรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ทั้งนั้น   

ระบอบ Constitutional-Parliamentary Monarchy เรียกร้องว่า เพื่อมิให้กษัตริย์ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีใด เพื่อให้กษัตริย์รักษาสถานะความเป็นกลางและเป็นที่เคารพในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาติไว้ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้กษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินหรือดำเนินนโยบายใด แต่ให้คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้มีอำนาจและต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน

เพราะเมื่อไรก็ตามที่กษัตริย์หรือสมาชิกในสถาบันกษัตริย์มีพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้เอง ริเริ่มโครงการได้เอง หรือมีพระราชดำริสั่งส่วนราชการให้ดำเนินการได้เอง การดำเนินนโยบายหรือโครงการต่างๆ เหล่านั้นก็ต้องถูกตรวจสอบและเกิดระบบความรับผิดชอบตามมา แล้วเราต้องการให้สถาบันกษัตริย์รับผิดชอบอย่างนั้นหรือ? หากคำตอบ คือ ไม่ ก็จำเป็นต้องกำหนดให้กษัตริย์และสมาชิกของสถาบันกษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินหรือดำเนินนโยบายใด

การยินยอมให้สถาบันกษัตริย์มีพระราชอำนาจและบทบาทในการริเริ่มหรือดำเนินการการบริหารราชการแผ่นดินได้ ยังส่งผลให้เกิดการบริหารราชการแผ่นดินที่ซ้ำซ้อน ตกลงแล้ว ผู้บริหารประเทศ คือใครกันแน่?

แน่นอน การจัดการโควิด-19 รอบนี้ รัฐบาลบริหารประเทศได้ห่วยแตก จัดหาวัคซีนไม่ได้มากเพียงพอ ดีเพียงพอ ก็ต้องไปสืบสาวราวเรื่องว่า นโยบาย “แทงม้าตัวเดียว” การดำเนินนโยบายวัคซีนผิดพลาด ไม่หาวัคซีนที่หลากหลาย และการไม่เข้าร่วมโครงการ Covax นั้นเกิดจากสาเหตุใด? ทำไมรัฐบาลถึงไม่สามารถนำเข้าวัคซีนตัวอื่นๆ ได้ด้วยตนเอง? มีปัจจัยอันยิ่งใหญ่จากไหนทำให้รัฐบาลนิ่งเฉยละเลยไม่หาวัคซีนตัวอื่นๆ จนกว่าจะกลับตัวได้ก็เมื่อไม่กี่วันมานี้?  

อาจมีผู้โต้แย้งว่า โครงการที่ติดคำว่า “พระราชทาน” นั้นมาจากทรัพย์ส่วนพระองค์ ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ว่าโครงการนั้น โครงการนี้ เกิดจากกษัตริย์หรือสมาชิกของสถาบันกษัตริย์ทรงพระราชทานให้มา ย่อมถูกต้องชอบธรรมแล้ว ความข้อนี้ ก็ส่งผลเสียต่อสถาบันกษัตริย์ตามมาอีก คนอาจตั้งคำถามว่าโครงการเหล่านั้นมาจากงบประมาณแผ่นดินหรือมาจากทรัพย์ส่วนพระองค์

ในข้อเท็จจริง ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า หลายโครงการที่ติดคำว่า “พระราชทาน” หรือ “พระราชดำริ” มาจากกงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน และถูกจัดสรรเข้าไปยังส่วนราชการต่างๆ หรือต่อให้มาจากทรัพย์ส่วนพระองค์เอง ก็ต้องไต่ถามไปอีกว่า ที่ว่าเป็นทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น มาจากอะไร รายได้เหล่านี้มาจากไหน? มีคนบริจาค? ประกอบธุรกิจ?

ยังไม่นับรวมว่า หากมีกรณีที่ประชาชนเข้ารับบริการจากโครงการ “พระราชทาน” เหล่านี้แล้วต้องเสียค่าบริการ หรือหน่วยงานที่รับมาอาจรับผิดชอบจ่ายค่าบริการรวมทั้งหมดเพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนฟรี (เช่น กรณีวัคซีนซิโนฟาร์ม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงาน หรือเอกชนรับผิดชอบจ่ายค่าวัคซีนเอง) เช่นนี้ ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า “พระราชทาน” ซึ่งแปลว่า “ให้” นั้น เหตุใดต้องเสียค่าใช้จ่าย?

เวลาเราเห็นโครงการใดที่ใช้งบประมาณแผ่นดินแล้วพวกนักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรีต้องเอาหน้า เคลมผลงานด้วยการติดรูปตัวเองใหญ่ๆ พร้อมข้อความ “อวย” เรายังตั้งคำถาม วิจารณ์ ดังนั้นหากส่วนราชการมุ่งโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการผ่านคำว่า “พระราชทาน” ก็อาจทำให้ประชาชนฉุกคิดทำนองเดียวกันได้  

ภาพจากเพจโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

การประชาสัมพันธ์ด้วยคำว่า “พระราชทาน” ยังส่งผลกระทบต่อสถานะความเป็นกลางและสถานะอันเป็นที่เคารพของสถาบันกษัตริย์และสมาชิกในสถาบันด้วย ต้องไม่ลืมว่าทุกโครงการสาธารณะย่อมมีคนได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ ย่อมมีคนชอบ ย่อมมีคนชัง ลองคิดดูว่า หากการดำเนินการโครงการนั้นส่งผลร้าย หรือมีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้น หรือมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการฉวยโอกาสไปทุจริตคอรัปชั่น แทนที่ประชาชนจะวิจารณ์รัฐบาล รัฐมนตรี หรือข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กลายเป็นว่าข้อวิจารณ์และความไม่พอใจก็อาจไปที่สถาบันกษัตริย์แทน ยิ่งช่วงเวลาปัจจุบันที่ประชาชนกำลังส่งเสียง “ข้อเรียกร้องของยุคสมัย” อย่างการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นี้ การวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาย่อมเกิดขึ้นมากกว่าแต่ก่อนอย่างแน่นอน จริงอยู่ อาจมีประชาชนที่เกรงกลัวภัยของกฎหมายแบบ “112” จนไม่กล้าวิจารณ์หรือแสดงออกอย่างเปิดเผยอยู่บ้าง แต่การวิจารณ์กันในที่ลับ ปากต่อปาก ก็ยังคงมีอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้ ด้วยสถานะและพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ทั้งตามกฎหมายและตามวัฒนธรรมประเพณีที่มากล้นแบบปัจจุบัน ย่อมส่งผลให้โครงการที่มีคำว่า “พระราชทาน/พระราชดำริ” รอดพ้นจากการถูกตรวจสอบไปได้ หรือหากใครต้องการตรวจสอบหรือวิจารณ์ก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงกับกฎหมายแบบ “112” นานวันเข้า ก็เกิดพวก “ห้อยโหน” แอบอ้างเอาสถาบันกษัตริย์ เอาคำว่า “พระราชทาน/พระราชดำริ” มาเป็นเกราะกำบังตนเอง

ความรักความเคารพต่อสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เกิดจากจำนวนโครงการ “พระราชทาน” ไม่ได้เกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างล้นเกิน

หลักธรรมชาติสอนเราไว้ว่า อะไรที่มากเกินไป อะไรที่ล้นเกินไป ย่อมเป็นอันตราย เมื่อไรก็ตามที่มีการประชาสัมพันธ์แบบล้นเกิน ไปที่ไหนก็เห็นแต่ป้ายประชาสัมพันธ์ สติสัมปชัญญะของวิญญูชนมนุษย์ที่มีเหตุมีผล ย่อมตั้งคำถามกลับไปว่า ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้นั้น จริงหรือ? ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์นั้น เยอะเกินไปหรือไม่?  

ยิ่งประชาสัมพันธ์มากเท่าไร แทนที่คนจะซาบซึ้ง ไปๆ มาๆ คนจะกลับมาตั้งคำถามด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงมหันตภัยโควิด-19 ที่ประชาชนคนไทยประสบปัญหาไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่มีวัคซีน ไม่มีเตียง ไม่มีสถานพยาบาล ไม่มีข้าวกิน อดมื้อกินมื้อ ออกไปทำงานก็ไม่ได้ เงินเยียวยาก็ไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง การประชาสัมพันธ์ผ่านคำว่า “วัคซีนพระราชทาน” ในห้วงยามเช่นนี้ ไม่น่าจะถูกกาละ ไม่น่าจะเหมาะกับเทศะ และไม่น่าจะส่งผลดีต่อสถาบันกษัตริย์

ตรงกันข้ามมันอาจนำมาซึ่งการตั้งคำถามกันในหมู่ประชาชนว่า…

ตกลงแล้ว พวกเราเป็น “คน” เป็น “พลเมือง” หรือพวกเราเป็น “วัตถุ” ให้ใช้ประกอบโฆษณากันแน่???

ตกลงแล้ว รัฐมีหน้าที่ดูแลประชาชน ประชาชนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับการบริการสาธารณสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือทุกอย่างเป็นบุญเป็นคุณกันเสียหมด???  

หากใครคิดว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่า “วัคซีนพระราชทาน ซิโนฟาร์ม” แล้วส่งผลดี ก็อยากชวนมาดูปฏิกริยาของคนในโลกโซเชียลมีเดียดูว่า เขาคิดเห็นกันอย่างไร?

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควร “ลด-ละ-เลิก” การโฆษณาประชาสัมพันธ์ นอกจากจะทำให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและรักษาระบอบ ได้แล้ว ยังช่วยป้องกันมิให้เกิดผลเสียไปถึงสถาบันกษัตริย์ด้วย

ในช่วงมหันตภัยโควิด-19 เช่นนี้ การโฆษณาประชาสัมพันธ์สถาบันกษัตริย์ที่ดีที่สุด มิใช่การแข่งกันติดป้ายโครงการ “พระราชทาน”

แต่คือการปฏิรูปการจัดการงบประมาณสถาบันกษัตริย์เสียใหม่ ตัดลดงบ ประหยัด ตัดสิ่งฟุ่มเฟือย โปร่งใส ตรวจสอบได้

นี่ต่างหากที่ทำให้ประชาชนเห็นว่าสถาบันกษัตริย์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขาในยามวิกฤติโควิด-19 มิใช่ป้ายประชาสัมพันธ์ใดๆ   

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่น

กิจกรรม

ความเคลื่อนไหว

   ดูทั้งหมด

“ธนาธร” ฮอดอีสาน พบผู้สมัคร อบต. “มหาสารคาม” ชูนโยบายสวัสดิการผู้สูงวัย-จัดการขยะ

ท้องถิ่นดีกว่านี้ได้ ! โชว์ผลงานความสำเร็จ – ลุยต่อเลือกตั้ง อบต. คณะก้าวหน้า หนุน 210 ทีม ทุกภาคทั่วประเทศ

เปิดข้อมูลการสร้างเครื่องเพิ่มความเข้มข้นออกซิเจนในอากาศ – จากปัญหาด้านสาธารณสุขสู่ปัญญาด้านเทคโนโลยี

“นครสวรรค์ – กำแพงเพชร – พิษณุโลก พร้อมแล้วทีมว่าที่ผู้สมัครชิงนายก อบต.

“พรรณิการ์” ลุย สมุทรปราการ ติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร อบต. – ด้าน ผู้สมัครนายกฯ “ราชาเทวะ” กางนโยบายหลัก หวังเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ สร้างองค์กรโปร่งใส

“ทต.ขวาว” เซ็น “เอ็มโอยู” หน่วยงานในท้องถิ่น “จัดการขยะก้าวหน้า” ผุดไอเดียเจ๋ง “2 ลด” หนุนประชาชนใช้ถุงผ้า

บทความ

   ดูทั้งหมด
Common School

การปฏิรูปแบบปฏิวัติ หนทางเปลี่ยนโลกในทัศนะของ André Gorz

Common School

เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกำลังพาสังคมไปสู่ทางตัน

รีวิวหนังสือ

แนะนำหนังสือ : A Brief History of Equality โดยโทมัส ปิเกตตี้

บทความพิเศษ

หยุดวาทกรรม “เผด็จการสภาผู้แทนราษฎร” หยุดดูถูกประชาชน

Common School

แรงงานคือผู้สร้างประชาธิปไตย

Common School บทความ

ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านหลัง 14 ตุลา

Common School บทความ

จากรัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 ถึงรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 : ความพยายามในการสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง

Common School บทความ

จดหมายถึงสหายในค่ำคืนก่อนการปฏิวัติ

บทความ

กางทุกปัญหามาตรา 112 ไม่ใช่แค่กฎหมายแต่สัมพันธ์กับการเมือง