ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : ฮาวทูความหวัง (ในประเทศที่สิ้นหวัง)

ประเทศไทยในวันนี้กำลังเผชิญกับนานาวิกฤติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรบุคคลสังคมไทยก็กำลังจะเต็มไปด้วยคนแก่และแรงงานที่สิ้นหวัง ส่วนคนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่มีต้นทุนชีวิตดีหน่อยก็อยากจะย้ายออกไปนอกประเทศ

“พรรคอนาคตใหม่” ผุดขึ้นมาท่ามกลางความหวัง โดยสองผู้ร่วมก่อตั้ง คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองประธานบริหารบริษัทไทยซัมมิท  ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ได้รับความสนใจในทางบวก เป็นความหวังในประเทศที่ไม่ยอม move on ขณะเดียวกันก็ตกเป็นเป้าถัดจากพรรคเพื่อไทย เป็นสมการที่ไม่ได้ถูกใส่ไว้ตั้งแต่แรกของเผด็จการทางทหาร

สำหรับผม ระบบการเมืองที่ดี คือระบบการเมืองเปิดแข่งขันเสรี ให้นักการเมืองเสนอตัวเองผ่านนโยบาย ถูกใจใครก็เลือกกันไปโดยประชาชนเป็นคนตัดสิน แต่ระบบเผด็จการที่ผูกขาดอำนาจได้ทำลายโอกาสการแข่งขัน กีดกันคนที่มีความฝันทางการเมือง กีดกันคนที่มีความสามารถออกไป ท้ายที่สุดมันทำให้ประเทศป่วยและง่อยเปลี้ย

ก่อนหน้านี้ ผมพยายามนัดคุณธนาธรหลายครั้ง แต่คิวว่างไม่ตรงกัน ช่วงนั้น เขากำลังวุ่นๆ เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ (หลังเจอเขาไม่กี่วัน ศาลก็ตัดสินยุบพรรค)

จริงๆ ผมตั้งใจถามเขาเพียงคำถามเดียว ผมอยากรู้ว่า เขามีวิธีรักษาความหวังไว้ได้อย่างไรท่ามกลางความผิดหวังซ้ำซาก เขาเอาอะไรมาหวัง เพราะทุกครั้งที่หวัง ก็ถูกกระทืบซ้ำๆ อยู่ร่ำไป

บ่ายวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เขาปรากฏตัวในชุดคุ้นตา เสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงสแลคสีกากี มีปากกา 3 ด้ามเหน็บที่เสื้อนอก เลขาที่ยืนข้างๆ ย้ำกับเราว่า มีเวลาให้ 30 นาทีรวมถ่ายรูป !

หลังการก่อตั้งพรรคดูเหมือนจะโดนรับน้องหนักหน่วงกว่าพรรคอื่นๆ ?

หนักจริงๆ ครับ ผมแยกความหนักเป็นสองอย่าง หนักอย่างแรกคือด้านข้อร้องเรียน ด้านคดีความต่างๆ ถ้าใครติดตามดูการให้สัมภาษณ์ผมตั้งแต่แรก ผมพูดอยู่แล้วว่ายังไงเราก็ต้องโดน เพราะเราตั้งพรรคมาเพื่อจะต่อสู้กับพรรคที่ต้องการสืบทอดอำนาจจากการทำรัฐประหารปี 2557 ซึ่งคนเหล่านี้มีทั้งปืน มีทั้งการคุกคามข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐ มีอำนาจที่ใช้ผ่านกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ผมพูดเสมอว่า การโดนคดีความเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่พ้นอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่ามันมาเร็วและมาเยอะกว่าที่คิดไว้เท่านั้นเอง จนถึงตอนนี้น่าจะ 19 ข้อร้องเรียนและคดีความ ทั้งที่อยู่ในชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ ทั้งที่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ไม่สามารถเอาผิดเราได้ มันไม่ใช่เคสคอร์รัปชั่น ตั้งแต่เราตั้งพรรคมา เรายังไม่เคยบริหารประเทศเลย เราจึงเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดเป็นการพยายามที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของเรา

อย่างที่สองคือ ทำให้เราเสียสมาธิในการทำงาน ทำให้เราเสียเวลา เสียเงินในการจ้างทนายความ เราเสียคนของเราไปทำเรื่องการต่อสู้กับข้อร้องเรียนหรือคดีความพวกนี้เยอะแยะไปหมด แทนที่จะได้เอาเวลาไปใช้ในทางสร้างสรรค์ ในการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ไปทำงานตรวจสอบรัฐบาลให้สมกับหน้าที่ของฝ่ายค้าน

ผมคิดว่านี่คือมิติแรกของคำถามที่ว่าหนักไหม ผมว่าหนักเลย หนักอีกมิติผมคิดว่าคงเป็นเรื่องการเมืองโดยภาพรวม  มันหนักตรงที่ว่าพอเราเข้าไปอยู่ในสภาจริงๆ มันได้ยืนยันความเชื่อของเราที่ว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ง่ายเลย

ถ้าการเมืองในสภามันไม่ฟังชั่น คุณจะเอายังไงต่อไป ?

เวลาเราพูดถึงการเมือง ผมคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่สภาอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้กับอำนาจที่อยุติธรรม เราพยายามใช้ทุกช่องทางที่เรามี ไม่ว่าจะในสภา บนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ on ground กับประชาชน หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวทางสังคม รวมถึงการต่อสู้ในชั้นศาล ในคดีความต่างๆ เราพยายามใช้ทุกพื้นที่มาพิสูจน์ให้ได้เยอะที่สุด มากที่สุดไม่ใช่แค่ในสภา

สมมติว่าได้เป็นฝ่ายรัฐบาล แล้วต้องมาเจอกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งฝุ่น PM 2.5 ไวรัสโคโรน่า (Covid-19) จนมาถึงสถานการณ์กราดยิงที่โคราช คิดว่าจะรับมือได้ดีกว่ารัฐบาลคุณประยุทธ์ไหม ?

รับมือได้ดีกว่า ผนงรจตกม แน่ๆ ถ้าคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมเชื่อว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่าคุณประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้แน่ๆ

เคยคิดไหมว่าทำไมไอเดียประชาธิปไตยถึงไม่เคยถูกซื้อเลย ในมุมการตลาด ทำไมไม่มีลูกค้าซื้อไอเดียนี้ เป็นเพราะอะไร มันยังไม่ดีพอ หรือเราขายไม่เป็น ขายไม่เก่ง หรือว่ามันยังไม่ใช่เวลานี้ ?

ผมว่าคู่แข่งเขาทำลายเรา ถ้าเราไปดูเรื่องไอเดียประชาธิปไตย ทุกครั้งที่เขาแพ้ มีการแก้ไขทั้งหมด ไม่ว่าจะหนังสือแบบเรียน ประวัติศาสตร์ 2475 คนหนึ่งเรียนกันกี่พารากราฟ มันหายไปจากหนังสือ หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ทั้งหมด เขาพยายามที่จะทำให้เราลืม พยายามที่จะทำให้เราไม่เห็นความสำคัญ ฉะนั้น ถ้าถามว่าทำไมมันขายไม่ออก ผมคิดว่าเราไม่มีโอกาสแม้แต่จะขาย เราไม่มีโอกาสแม้แต่จะไป pitch กับลูกค้าด้วยซ้ำ ตอนนี้ผม pitch กับลูกค้า ผม pitch กับประชาชนอยู่ ดูสิ ผมโดนอะไรบ้าง  มันไม่ใช่ว่าคุณขายอำนาจนิยม ผมขายเสรีนิยม คุณขายเผด็จการ ผมขายประชาธิปไตย แล้วให้ประชาชนเลือกกัน มันไม่ใช่อย่างนั้น มันไม่ใช่การแข่งกันด้วยนโยบายอย่างเสรี มันไม่ได้เป็นการแข่งขัน เขาใช้ทุกรูปแบบในการปิดกั้นเราจากการสื่อสารกับประชาชน

การเมืองแบบนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจดีอยากจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่รู้สึกว่าไม่โอเค หลายคนพบว่าไม่สามารถทำอะไรได้ ถ้าไฟเขาไม่มอดไปเสียก่อน เราจะรักษาไฟแห่งความหวังไว้โดยที่ไม่ท้อถอยหรือถูกระบบกลืนกินได้อย่างไร ?

เราต้องทำให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรมต่อใครสักคนในประเทศนี้ คือความอยุติธรรมต่อคนทุกคน ความอยุติธรรมต่อคุณคือความอยุติธรรมของสังคม เราต้องต่อสู้กับมัน ใช่ไหม ยกตัวอย่างที่โคราช นี่คือโจ๊กเกอร์ในเมืองไทยที่ถูกกดทับโดยโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมของสังคม จนไม่เหลือทางที่ชอบธรรมให้เขา เราปล่อยให้สังคมเดินไปอย่างนี้ เพราะทุกคนไม่เห็นความสำคัญของการต่อสู้กับความอยุติธรรมที่มันเกิดขึ้นกับคนอื่น คุณไม่กล้าต่อสู้กับความอยุติธรรม คุณไม่กล้ามีจุดยืนทางการเมืองกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับบิลลี่ (พอละจี รักจงเจริญ) คุณไม่กล้ามีจุดยืน ไม่กล้าพูดเรื่อง ชัยภูมิ ปาแส คุณไม่กล้าพูดหรือปกป้องความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับ อับดุลเลาะ อีซอมูซอ คนผิดลอยนวล เราก็บอกว่าเขามีอำนาจ เกิดกับคนนั้นคนนี้คุณก็บอกปล่อยไป ทำอะไรไม่ได้หรอก  ดังนั้น นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจในพื้นที่ป่าก็ลอยนวล คนที่สั่งยิงคนตายก็ลอยนวล คนพวกนี้ลอยนวลกันหมด เพราะเราไม่ออกมาปกป้องความยุติธรรมให้ประเทศนี้ เราเย็นชากับความอยุติธรรมมานานเกินไปแล้ว

พูดตรงๆ ว่าคุณเป็นสัญลักษณ์ความหวังของคนรุ่นใหม่ และครั้งแรกที่พวกเขาได้เลือกตั้งมันเต็มไปด้วยความรู้สึกฮึกเหิมว่าจะได้เปลี่ยนแปลงสังคมเสียที แต่สุดท้ายกลับพบว่าตัวเองเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย มันทำให้เขาเฟล ?

อย่าไป over promise ผมระวังเรื่องนี้ตลอด Don’t promise too many things to too many people ผมไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นภายในปีหรือ 2 ปี หรือจะเกิดหลังจากการเลือกตั้ง ผมไม่เคยพูด ผมระวังเรื่องนี้ตลอด ผมสื่อสารกับประชาชนตลอดว่า เฮ้ย เดินร่วมทางไปด้วยกันนะ มันอาจจะ 3 การเลือกตั้งนะ มัน 10 ปีว่ะ อย่า over promise เพราะถ้า over promise แล้วคุณทำไม่ได้ ประชาชนจะเลิกศรัทธา แต่ควรบอกความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่าการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา

โอเค คุณตั้งใจวิ่งมาราธอน คำถามคือ พรรคอนาคตใหม่ ความใหม่มันขายได้แค่ครั้งเดียว ต่อไปมันก็จะกลายเป็นของเก่า คนเห็นแค่เจตนารมณ์ ยังไม่เห็นผลงาน นานๆ ไป มุกฝืด และคนจะเบื่อ คุณจะหล่อเลี้ยง รักษาความเชื่อมั่น และยืนระยะไว้ได้ยังไง ?

ทำให้ความใหม่กลายเป็นความศรัทธา  ทำในสิ่งที่พูด ยืนยันแบบเดิม เรื่องการไม่ซื้อเสียง การไม่ใช้เงิน การไม่ใช้หัวคะแนน ยืนยันแบบเดิมเรื่องของนโยบายทางการเมืองที่สร้างสรรค์ ยืนยันเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน การเป็นนิติรัฐ นิติธรรม ยึดหลักการว่าประเทศไทยต้องแก้รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนจากความใหม่ให้เป็นความคงเส้นคงวาในจุดยืน เปลี่ยนความใหม่ให้เป็นความศรัทธา ถึงแม้ว่า 10 ปีผ่านไปเราจะยังไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่เราทำอย่างที่เราพูด ทำให้พี่น้องประชาชนเห็น

มีบางคนบอกว่าอนาคตใหม่ชนะด้วย digital campaign มีหลายประเด็นที่เราชนะใน twitter หลายครั้งที่เราขึ้นเทรนด์ทวิตอันดับ 1 แต่ชัยชนะในทวิตมันไม่ได้มีผลอะไรกับโลกจริง โลกภายนอกก็ยังเป็นเหมือนเดิม หรือคนก็ไม่ได้ออกมามากมายอย่างที่เราคิด และที่ไม่ออกมาไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่กล้า แต่มันได้พิสูจน์แล้วว่าคนที่ออกมาก็ตายฟรี ไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะว่าความยุติธรรมมันอยู่ในมือของคนอีกฝั่ง ?

ผมขอตั้งคำถามกับคำถามนี้ในช่วงแรกของคำถามก่อนเรื่อง ดิจิทัล แคมเปญ เวลาเราจะสื่อสารกับใคร มันมี 2 มิติที่เราต้องพิจารณาเสมอ คือ เนื้อหา กับวิธีที่จะสื่อเนื้อหา  digital campaign ทั้งหมดคือวิธีที่จะสื่อ แต่ผมเชื่อว่าที่ทำให้เราประสบความสำเร็จไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่ารูปแบบที่เราสื่อก็คือเนื้อหาที่เราสื่อ ดังนั้น ผมคิดว่าคำถามนี้อาจจะไม่ชอบธรรมเท่าไหร่ที่บอกว่าเราประสบความสำเร็จเพราะ digital campaign เพราะรูปแบบที่เรานำเสนอ แต่ผมคิดว่าเป็นเพราะเนื้อหาที่เรานำเสนอมีส่วนทำให้เราประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เก็บคำถามตัวนี้ไว้ก่อน มาตอบคำถามที่ว่าโลกดิจิทัลสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือเปล่า

ผมกลับมาที่ปัจจัยชี้ขาดในการแพ้ชนะว่า ประเทศไทยหลังจากนี้จะเดินไปทิศทางไหน นี่เรากำลังอยู่ในการต่อสู้ว่าประเทศไทยจะเดินไปในเส้นทางที่มีหลักคิดแบบอำนาจนิยมหรือเปล่า หรือเราจะเดินไปในเส้นทางที่มีหลักคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และเสรีนิยม นี่คือทางแพร่ง คือครอสโรดที่สำคัญของสังคม ว่าหลังจากนี้เราจะไปในทิศทางไหน

กลับมาที่แพ้ชนะวัดกันด้วยอะไร คนบนถนน เสียงในสภา ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แพ้ชนะวัดกันที่ domination of ideas คุณปักธงทางความคิดได้หรือเปล่า ถ้าคุณปักธงทางความคิดได้ คุณเอา agenda เอาความคิดของคุณเป็นวาระของสังคมได้ คุณชนะ คุณจะได้คะแนนเสียงเอง คุณปักธงได้ว่านี่คือทิศทางที่เราควรจะไป คือเส้นทางประชาธิปไตย คือเส้นทางสิทธิมนุษยชน เส้นทางที่รัฐมีนิติธรรม ไม่ใช่เส้นทางอำนาจนิยม ถ้าคุณปักธงแบบนี้ได้ วันนี้คือทิศทางที่ควรจะไป คนจะมาโหวตให้ ไม่ใช่ไปเอาเสียงโหวตมาก่อน เพราะถ้าคุณเอาเสียงโหวตมาก่อนสิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือการประนีประนอม เพราะถ้าคุณจะดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาคุณก็จะต้องประนีประนอมเรื่องนั้นเรื่องนี้ กลุ่มนี้ประนีประนอมเรื่องนี้ เพื่อจะได้เสียงเข้ามาคุณจะต้องประนีประนอมเรื่องซื้อเสียง คุณอาจจะต้องเอานักการเมืองที่อาจจะไม่ได้มีอุดมการณ์ที่เหมือนกันเข้ามาคุณอาจจะต้องประนีประนอมไปหมดเลย คุณอาจจะต้องลดความแหลมคมของนโยบาย นึกออกไหม คุณจะต้องประนีประนอมเยอะแยะไปหมดเลย ถ้าคุณประนีประนอมแบบนั้น สุดท้ายคุณจะไม่เหลืออะไรเลย แล้วพอมีอำนาจได้เข้าไป คุณพยายามที่จะผลักดันไปในเส้นทางนี้ เพื่อนที่เดินมากับคุณก็จะบอกว่า อ้าว ทีแรกไม่ได้คุยกันแบบนี้ แล้วเขาก็จะเดินออกไป มันชนะแบบนี้ไม่ได้

ดังนั้น จะแพ้หรือชนะที่ digital campaign หรือไม่ก็ตาม มันคือการปักธงความคิดทางสังคมว่าทิศทางที่เราควรจะเดินคือทางนี้ ถ้าคุณปักธงได้เมื่อไหร่ คุณจะใช้ digital platform คุณจะเดินเข้าไปคุยกับชาวบ้านในหมู่บ้าน คุณจะจัดโต๊ะสัมมนาในมหาวิทยาลัย หรือทำใน twitter หรือคุณจะทำใน facebook คุณจะเข้ามหาวิทยาลัยไปพบปะกับนักศึกษา คุณยึดกุมความคิดของสังคมไว้ได้ ดังนั้น ชนะหรือแพ้สำหรับพวกเราวัดกันที่ domination of ideas ปักธงทางความคิดให้ได้

คนรุ่นใหม่ตอนนี้รู้สึกสิ้นหวัง เพราะเขามองไม่เห็นอนาคตตัวเอง คนรุ่นนี้ไม่สามารถครอบครองอะไรได้เลย โพลหลายๆ ที่เปิดเผยว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีปัญญาซื้อบ้านเพราะดอกเบี้ยแพง สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดในเวลานี้คืออะไร ไปเช็คอินคาเฟ่สวยๆ ครอบครองกาแฟถ้วยเดียวในอินสตาแกรม ไปเที่ยวเมืองนอกด้วยตั๋วโปรราคาถูก มีความสุขไปวันๆ เพราะคุณครอบครองอย่างอื่นไม่ได้ เอาจริงๆ แค่มีความสุขไปวันๆ ยังยากเลย อยากให้คุณพูดถึงภาพเปรียบเทียบระหว่างวัยรุ่นในยุคประยุทธ์ กับวัยรุ่นในยุคธนาธร ว่ามันจะต่างกันอย่างไร ?

ผมตอบอย่างนี้ดีกว่า ผมคิดว่าการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ กับคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าเรากลับมาทำให้การเมืองเป็นปกติไม่ได้ การผลักดันความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจปัจจุบันใช้เวลาของพวกเขา ใช้เงินภาษีจากประชาชน ใช้อำนาจที่มีเพียงเพื่อทำลายหรือจัดการ เอาชนะกันทางการเมือง เพื่อรักษาอำนาจ เพื่อที่จะได้บริหารประเทศนี้ต่อ นี่คือปัญหาหลักเลย คุณคิดว่าคุณประวิตร (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ)  คุณประยุทธ์ คุณวิษณุ (วิษณุ เครืองาม) เอาเวลากี่เปอร์เซ็นต์ไปบริหารประเทศ แล้วเอาเวลากี่เปอร์เซ็นต์ไปนั่งคิดว่าจะรักษาอำนาจเพื่อที่จะได้บริหารต่อไปยังไง

อำนาจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคุณมีอำนาจ ทุกชั่วโมงที่คุณไม่ได้ใช้อำนาจนั้นเพื่อการตัดสินใจคือทุกชั่วโมงที่สูญเสียโอกาสไป นี่คือความสำคัญของอำนาจ ถ้าคุณมีอำนาจเมื่อไหร่ คุณคือคนตัดสินใจ คนอื่นไม่มีอำนาจสั่งหรือตัดสินใจใช้อำนาจ ใช้งบประมาณ ก่อนนี้อนุมัติโครงการนี้ไม่ได้ คุณเป็นคนเดียวที่ถืออำนาจ ถืองบประมาณไว้ แต่คุณไม่ใช้อำนาจเพื่อตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ประเทศก็ไม่เดินหน้า และนี่คือปัญหาของประเทศไทย สมาธิและพลังในการที่จะพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นกว่านี้มันไม่มี คิดแต่ว่าจะเอาชนะ จะจัดการกันทางการเมือง นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่สภาวะปกติ กลับไปสู่ประชาธิปไตย เหมือนอย่างที่ประเทศเจริญแล้วเป็นกัน

ทีนี้กลับมาที่ยุคผมกับยุคประยุทธ์ ผมคิดว่า 7 เดือนที่ผ่านมาเราน่าจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำจริง ตามนโยบายที่เราหาเสียง ถึงแม้เราจะเป็นฝ่ายค้านก็ตาม เราเป็นฝ่ายค้านแต่เราแทงพระราชบัญญัติยกเลิกการเกณฑ์ทหารซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งในนโยบายหลักของเรา อาทิตย์หน้าเราจะแทงพระราชบัญญัติยกเลิกการผูกขาดสุรา เหล้า เบียร์ แอลกอฮอล์ทุกประเภทเข้าสภา หรือที่เราเอาเข้าสภาไปแล้วเรื่องร่าง พ.ร.บ คุ้มครองแรงงาน ปรับระยะเวลาการทำงานขั้นต่ำจาก 48 ชั่วโมงให้เหลือ 40 ชั่วโมง ในยุโรปส่วนใหญ่อยู่ที่ 35 ชั่วโมงกันหมดแล้ว ในเยอรมนี ในบางอุตสาหกรรม สหภาพแรงงานของเขา ต่อรองให้เหลือ 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ประเทศเรายัง 48 ชั่วโมงอยู่เลย นโยบายเราจะทำให้มันเหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อย่างนี้เป็นต้น คุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไร คุณทำงาน 48 ชั่วโมง วันอาทิตย์ที่เหลือเนี่ยคุณเอาไปซักผ้าก็หมดแล้ว แล้วคุณจะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจการเมือง เอาเวลาที่ไหนไปเลี้ยงดูลูกให้มีคุณภาพ คุณจะเอาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกาย จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือพิมพ์ เอาเวลาที่ไหนไปวาดรูป ไปเตะฟุตบอล ไม่มีใช่ไหมครับ ดังนั้น ผมคิดว่านี่คือความต่างของความตั้งใจจริงในการพัฒนาประเทศ

ผมยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น สวัสดิการ ผมกล้ายืนยันว่าประเทศไทยเรามีสวัสดิการให้กับประชาชนที่ดีกว่านี้ได้ ใช้งบประมาณเพื่อทำให้ชีวิตคนมีความมั่นคงขึ้นได้แน่นอน อาจจะได้ไม่เท่าสแกนดิเนเวีย ไม่เท่านอร์เวย์ ไม่เท่าเดนมาร์ก แต่ดีกว่านี้ได้แน่นอน อันนี้ผมยืนยัน ตัวอย่างเช่น เงินนอกงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่คุณอภิรัชต์ (พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์) เพิ่งพูดไปว่าเงินจากสนามกอล์ฟ จากม้า จากมวย เงินที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เงินที่มองไม่เห็นเหล่านี้ 18,000 ล้าน เอาเงินเหล่านี้มาให้แม่เลี้ยงดูลูก ให้พ่อแม่เด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปีทุกคนในประเทศนี้ได้เงินเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 300 บาท ซึ่ง 300 บาทต่อเดือนนี้อย่างน้อยซื้อนมได้ รับประกันพื้นฐานอะไรบางอย่างได้ แต่ว่า 300 ถ้วนหน้า ผมกำลังพูดถึงถ้วนหน้านะ นี่คือ universal 300 ถ้วนหน้าต่อเดือน ถ้าเราเอาเงินนอกงบประมาณของกลาโหมที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ที่กองทัพใช้กันเองมาจัดสรรใหม่

เคยคิดกันไหมครับ ทำไมคนถึงไม่อยากมีลูก เพราะมันแพงมาก ค่าใช้จ่ายในการมีลูก 1 คน ถ้าคนอยู่กรุงเทพฯ เงินเดือนคนละ 35,000 บาท 2 คน 70,000 บาท บ้านต้องผ่อน รถต้องมี จะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูก เอาไม่อยู่ อย่าว่าแต่ 35,000 เลย คุณมี 5 หมื่น 2 คนแสนนึง คุณอยากจะเลี้ยงลูกให้ดียังทำไม่ได้เลย นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วคุณก็มานั่งบ่นกันว่าคนไทยเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ คนไม่อยากมีลูก ทำไมคนไม่อยากมีลูก เพราะเขาเลี้ยงดูลูกที่มีคุณภาพไม่ได้ เขาสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพไม่ได้ในประเทศนี้  พอพูดถึงเรื่องสวัสดิการ คุณประยุทธ์เขาพูดว่ายังไง จะเอาเงินที่ไหนมา เขาพูดอย่างนี้ตลอด คือมีวิธีคิดที่ล้าหลังมาก

เราเชื่อว่าความมั่นคงจะนำมาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นคงจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องสร้างให้คนมั่นคงก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างคุณสมคิด (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ก็พูดตลอดเวลา ทุกคนต้องเป็น entrepreneur ทุกคนต้องมีจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของกิจการ คือคุณล้มได้ คุณกล้าเสี่ยง ต่อไปคำถามคือ คนในสังคมไทยมีกี่คนที่กล้าล้ม ล้มได้ กล้าเสี่ยง โดยที่ไม่เจ็บปวด ไม่มี เจ้าของกิจการคืออะไร เจ้าของกิจการคือนิยามที่มันแตกต่างกับลูกจ้าง ลูกจ้างไม่ควักเงินตัวเอง แต่เจ้าของกิจการควักเงินตัวเอง คุณกำลังบอกให้คนทุกคนเป็นเจ้าของกิจการ มีจิตวิญญาณกล้าเสี่ยงแบบนั้น การที่คนควักเงินตัวเองแล้วมันล้ม จะทำยังไง คุณจะเอาเงินที่ไหนผ่อนบ้าน จะเอาเงินที่ไหนส่งลูกเรียน คุณต้องกลับไปพูดถึงความเป็นจริง คุณอย่าเรียกร้องอะไรที่ยังเป็นไปไม่ได้ในสังคมไทย แนวคิดมันกลับกันเลย คุณคิดแต่เรื่องเราไม่มีทรัพยากรเพียงพอ ไม่สามารถที่จะสร้างสวัสดิการที่ดีกว่านี้ มองกลับเลย ผมมองว่าเรามีทรัพยากรเหลือเฟือ มีวิธีสร้าง welfare ที่ดีกว่านี้ได้ นายกประยุทธ์ไปออกกฎหมายมาตรา 44 เพื่อยกประโยชน์ให้กลุ่มโทรคมนาคมใช่ไหม แต่คุณไม่เอาเงินพวกนั้นมาสร้างสวัสดิการสิ่งที่ประชาชนต้องการ เขาไม่ได้ต้องการประชารัฐ เขาไม่ต้องการบัตรคนจน เขาต้องการสิทธิเสรีภาพ เขาต้องการอำนาจทางการเมืองของเขาคืนกลับมา สิ่งนี้สำคัญกว่าในระยะยาว

อีกเรื่องหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ในยุคนี้พูดกันมาก โดยเฉพาะคนที่มีทางเลือก คนที่เป็นอีลีทหน่อย ส่วนใหญ่ไม่อยากอยู่เมืองไทยกันแล้ว ?

ไม่ใช่แค่คนที่เป็นอีลิท ผมคิดว่าคนที่พอมีทรัพยากรอยู่บ้างก็คิด คนกลุ่มนี้คือใคร คนกลุ่มนี้คือคนอายุ 25 บวกลบเล็กน้อย ถูกไหม คนกลุ่มนี้เกิดประมาณปี 2540 ถึง 2543 ประมาณนั้น เขาเกิดมาพอที่จะเดียงสาหน่อย เขาเจอเสื้อเหลือง ถัดมาหน่อยเขาเจอรัฐประหารปี 49 ถัดมาอีกทีก็เจอเสื้อแดง เจอการล้อมปราบปี 53 ถัดมาจากปี 53 ก็เจอรัฐประหารปี 57 หลังจากเผด็จการ 5 ปี 6 ปี เขาเจอการเลือกตั้งที่เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ประชาชนกังขา สงสัยในความยุติธรรมมากที่สุดในประเทศอีกครั้งหนึ่ง แล้วยังมาเจอนายกรัฐมนตรีที่มีเซลล์ในสมอง 84,000 เซลล์ นี่คือสิ่งที่พวกเขาเจอ คุณบอกสิครับให้เขามีความหวัง ให้เขาอยากอยู่ในประเทศนี้ต่อไป

เคยแอบคิดไหมว่า ตัวคุณเองก็อยู่สบายๆ อยู่แล้ว เป็น 1% เป็นคนรวย เป็นคนส่วนน้อยของคนในประเทศนี้ ช่วงเหนื่อยๆ โดนเล่นงานหนักๆ เคยรู้สึกบ้างไหมว่า กูกำลังทำอะไรอยู่วะเนี่ย ?

ถ้าผมจะบอกว่าผมไม่ท้อถอย ไม่เหนื่อย ไม่หมดกำลังใจเลยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา  ผมก็คงโกหกสังคมมากไปหน่อย มันก็มีบ้างครับ ในการทำงานทางการเมือง กับโครงสร้างที่ใหญ่ขนาดนี้ คนที่หลากหลายขนาดนี้ มีความเห็นที่ไม่ตรงกัน มีการทะเลาะกันทางความคิด ดังนั้น มันจะมีห้วงขณะที่เรารู้สึกท้อถอย  สิ่งสำคัญคือเราต้องเชื่อว่าสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำมันใหญ่กว่าตัวเราเอง สิ่งที่ค้ำยันให้ผมไปต่อได้คือ ผมไปที่ไหนทุกที่ในประเทศไทย คนเก็บขยะเดินมาขอถ่ายรูป มอเตอร์ไซค์ไปส่งฟรี แท็กซี่มาขอจับมือ วันก่อนไปที่ร้านกาแฟ พนักงานบอกว่าไม่ต้องจ่ายตังค์ เขาจ่ายให้ ขึ้นทางด่วนวันก่อนผมขับรถเอง เปิดกระจกลงมาเขาเห็นว่าเป็นผม ผมกำลังจะยื่นเงินจ่ายตังค์ เขาบอกว่าพี่ผมขอจ่ายค่าทางด่วนให้พี่นะ ดอกไม้ทุกดอก การจับมือ รอยยิ้ม เป็นกำลังใจที่บอกว่าเราเดินมาถูกทาง และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ คนสูงอายุจำนวนมากเดินเข้ามาให้กำลังใจ เดินเข้ามาจับมือ สำหรับผมนี่คือสิ่งที่ค้ำยัน บอกว่ามีคนอีกหลายคนฝากความหวังไว้ที่เรา

ถามในฐานะคนจน ตอนจนอยู่เราสู้อีกแบบ แต่เวลาเรารวย เราคงสู้อีกแบบ ผมอยากรู้ว่าเวลาที่เรากินอิ่ม นอนหลับ พร้อมด้วยวัตถุ  ถ้าชีวิตมันพร้อมหมดแล้ว แล้วเราจะสู้เพื่ออะไรหลังจากนั้น เราจะสู้เพื่อใคร และสู้ไปทำไม ?

ผมทนเห็นสังคมที่อยุติธรรมขณะนี้ไม่ได้ ผมไม่อาจส่งต่อสังคมที่มีรัฐประหารทุกๆ 8 ปีให้ลูกผมได้ ผมทนเห็นสังคมอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าผมสอนลูกผมให้รักความยุติธรรม สอนให้หวงแหนและยึดมั่นประชาธิปไตย ถ้าผมสอนเขาอย่างนี้นะ ถ้าเขาอายุ 20 เมื่อไหร่ เขาจะไปประท้วง แล้วเขาจะถูกยิงตาย

ผมจะสอนเขาอย่างนี้ได้ไหม ถ้าผมสอนเขาอย่างนี้ เขาจะไปต่อสู้เพื่ออับดุลเลาะ อีซอมูซอ เขาจะไปต่อสู้เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับอังคณา นีละไพจิตร แล้วเขาอาจจะถูกอุ้มหายไปเลย ผมรู้ว่าผมสอนเขาแบบนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง ยอมรับในความหลากหลาย สิทธิเสรีภาพของคนอื่น การยึดมั่นในคุณค่าอะไรบางอย่าง ในความยุติธรรม เชื่อในความเท่าเทียม เชื่อว่าโลกดีกว่านี้ได้ ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ เราทุกคนเป็นเจ้าของโลกร่วมกัน คนทุกคนเป็นผู้ทรงสิทธิในระบอบประชาธิปไตย เราทุกคนมีหน้าที่จ่ายภาษี เราทุกคนมีความหลากหลายและสวยงามอยู่ในตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับความหลากหลาย ไม่ว่าคุณจะนามสกุลอะไร ผิวสีอะไร ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร เผ่าพันธุ์อะไร  ไม่ว่าคุณจะนับถือยูดาห์หรือถืออิสลาม ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรก็ตาม ทุกคนมีความสวยงาม ทุกคนมีเอกลักษณ์ ผมจะสอนให้เขาเชื่อแบบนี้ แต่สักวันเขาจะต่อสู้เพื่อคนอื่น เพื่อคนที่ถูกความอยุติธรรมเล่นงาน วันนั้นเขาอาจจะถูกยิงตาย

คุณประเมินความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตตัวเองยังไง ?

ในทางธุรกิจผมก็ล้มเหลวเยอะนะ ไม่ใช่ว่าทุกการตัดสินใจจะถูกตลอด แต่โชคดีที่ว่าในการตัดสินใจ 100 อาจจะถูกสัก 60 หรือ 70 แน่นอนมันมีความล้มเหลว มีผิดพลาด ลงทุนไปแล้วมันไม่สร้างรายได้ เลือกคนมาทำงานผิดที่ผิดเวลา อะไรแบบนี้มันมีตลอด

แล้วในทางการเมืองถ้าเปรียบเทียบกับการทำบริษัทล่ะ ?

ก็เยอะเหมือนกัน ผมเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังอย่างหนึ่ง ตอนที่ตั้งพรรคการเมือง เราไม่รับคนที่เคยเป็น ส.ส. เคยบริหารหรือสังกัดพรรคการเมืองเก่าเข้ามาอยู่ในพรรคเลย กรรมการบริหารพรรคเราไม่เคยมีใครทำงานการเมืองมาก่อน คนที่ทำงานของพรรคเราอายุโดยเฉลี่ยน่าจะประมาณ 26-27 ส่วนใหญ่เป็นน้องๆ ที่เพิ่งจบมาจากมหาวิทยาลัย ไม่มีประสบการณ์ในการสร้างพรรคการเมือง แล้วการสร้างพรรคการเมืองไม่เหมือนกับการเรียนรู้การทำ excel ที่คุณสามารถเปิดดูใน YouTube ได้ การทำพรรคการเมืองมันไม่มีคู่มือให้เรียนรู้แบบนั้น

สมมติว่าไม่ได้ทำงานการเมือง ตอนนี้คุณน่าจะกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน ?

ผมน่าจะปีนเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งในเทือกเขาแอลป์ ผมน่าจะอยู่ในช่วงที่กำลังมีความสุขที่สุดของชีวิต มีครอบครัวที่น่ารัก ธุรกิจกำลังไปได้ดี ผมคงสนุกกับการบริหารงานบริษัท ดูลูกเติบโต แล้วก็หาความหลงใหลหา passion ในชีวิต สร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัว ความชอบส่วนตัวและเพื่อนฝูงในช่วงชีวิตตอนนี้

จริงๆ วันนี้ผมมาหาคุณด้วยคำถามเดียวนะ ถ้าดูจากเส้นทางในวันที่คุณเริ่มก่อตั้งพรรคจนกระทั่งมาถึงวันนี้ อนาคตใหม่โดนเล่นหนักหน่วงมาก ผมอยากรู้ว่าคุณมีวิธีรักษาความหวังไว้ได้ยังไงท่ามกลางความผิดหวังซ้ำซาก คุณเอาอะไรมาหวัง เพราะทุกครั้งที่คุณหวัง เขาก็กระทืบความหวังคุณซ้ำๆ ขอฮาวทูความหวัง ในประเทศที่สิ้นหวังหน่อย ?

เวลาเราพูดถึงความหวัง มันแยกไม่ออกกับการกระทำ เพราะมีความหวังจึงมีการกระทำ ในขณะเดียวกัน เพราะมีการกระทำความหวังจึงเป็นไปได้ มันแยกกันไม่ออก ดังนั้น ถ้าเราหยุดหวังเมื่อไหร่เราจะหยุดทำ เมื่อหยุดทำ สิ่งที่เป็นไปได้ก็จะกลายว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคุณยังลงมือทำอยู่ คุณยังเชื่อสิ่งนั้นอยู่ คุณจะเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ แม้ว่าประตูนั้นจะอ้าแค่นิดเดียวในวันนี้  มันอาจจะแค่ 0.01% แต่ว่ามันเป็นไปได้ แล้วถ้าคุณหยุดลงมือทำ คุณหยุดหวังเมื่อไหร่ ความหวังคุณก็จะเป็นเพียงแค่ความหวัง ความเป็นไปได้ก็จะเป็นความเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อคุณเริ่มลงมือทำ สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะสะสมในแง่ของคุณภาพ แล้วมันจะระเบิดออกมาเป็นการเปลี่ยนแปลง

กลับไปเหตุการณ์ที่โคราช ถ้าเราไม่ได้พูดเรื่องการปฏิรูปกองทัพอย่างคงเส้นคงวาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แล้วเกิดเหตุการณ์ที่โคราช จะมีคนออกมาพูดเรื่องการปฏิรูปกองทัพไหม ไม่มี แต่นี่เพราะมันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้ เรื่องการปฏิรูปกองทัพ ความเน่าเฟะที่อยู่ในกองทัพ ซึ่งเราพูดกันมาอย่างต่อเนื่อง นี่คือผลของการทำทีละนิดหรือเปล่า ใช่ไหม ถ้าเราไม่พูด สมมติว่า 2 ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปกองทัพเลย แล้ววันนี้เกิดเหตุการณ์แบบที่โคราชขึ้น เรื่องก็จะไปหยุดอยู่ที่โคราช แต่สิ่งที่ทำให้โคราชสำคัญ คือมันทำให้คนพูดถึงเรื่องโครงสร้างของกองทัพ แล้วอยู่ๆ คนก็ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องโครงสร้างกองทัพในวันนี้วันเดียวแน่ๆ มันมีการพูด การดีเบตเรื่องนี้กันมาตลอด

ดังนั้น ผมจึงบอกว่านี่คือความหวังของการกระทำ ความหวังมันผลักดันให้คนกระทำ แต่ขณะเดียวกัน การกระทำก็ทำให้ความหวังเป็นจริง ขอแค่คุณอย่าเพิ่งยอมแพ้ แค่นั้นพอ

___________
หมายเหตุ : จากหนังสือรวมบทสัมภาษณ์ “IN CONVERSATION”
สัมภาษณ์โดย : ใบพัด นบน้อม
ภาพถ่ายโดย : กรวุฒิ หนีพาล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่น

กิจกรรม

20

ธันวาคม

20 ธันวาคม เลือกตั้งนายก อบจ. – ส.อบจ. ทั่วประเทศ

ความเคลื่อนไหว

   ดูทั้งหมด

99 วัน หลังรับตำแหน่ง นายกฯ “เทศบาลก้าวหน้า” มั่นใจ “น้ำประปาดื่มได้” เป็นจริง !

ทำทันที! เทศบาล “ก้าวหน้า” ชู “น้ำประปาดื่มได้”

“ประยูร วงศ์ปรีชากร” ร่วมกิจกรรมคนรุ่นใหม่ – ชูนโยบายสร้าง “พื้นที่สาธารณะ” เชื่อมผู้คน – กิจกรรม – พัฒนาย่านเศรษฐกิจ ฟื้นเมือง “หาดใหญ่” !

“มนตรี คงวชิรวิทย์” ลุยเทศบาลนครนครสวรรค์ – “Walk to Win เดินคว้าชัย” 30 วันสุดท้ายบอกเล่านโยบาย – ฟังปัญหาชาว “ปากน้ำโพ”

ติวเข้มทีมเทศบาลนคร “นครราชสีมา” – “ฉัตร สุภัทรวณิชย์” ชิงนายก ชู “4 แก้ 4 ก้าว” สร้าง “โคราช สมาร์ท ซิตี้”

ส่องตราสัญลักษณ์ “เทศบาล” ท้องถิ่นไหนมี “รัฐธรรมนูญ” ปรากฏ ?

บทความ

   ดูทั้งหมด
Reading Revolution บทความ

อ่านความยุติธรรม ย้อนคิดความยุติธรรมไทย

Common School บทความ

ประวัติศาสตร์ของทุกคน ตอนที่ 1 : ฝึกอ่านหลักฐานชั้นต้น ตีความประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง

Common School บทความ

ตลาดวิชาอนาคตใหม่ การผจญภัยทางปัญญา โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

บทความ บทความพิเศษ

เมื่อรัฐก่อ “นิติสงคราม” กับประชาชน เราจะหยุดยั้งมันได้อย่างไร?

บทความ บทความพิเศษ

จากกรณีประสิทธิ์ เจียวก๊ก ถึงการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

บทความ

“ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” จากนักธุรกิจผู้เดินเข้านอกออกในกองทัพ สู่วิทยากรไอโอจิตอาสา 904 สุดท้ายกลายเป็น “นักต้มตุ๋นพันล้าน” บทเรียนราคาแพงของการอ้างความ “จงรักภักดี”

บทความ

“จิตร ภูมิศักดิ์” นักตั้งคำถามแห่งยุคสมัย – ต้นแบบเยาวชนคนรุ่นใหม่

Common School บทความ

ขอบฟ้าความเป็นไปได้ 3 : เออร์เดม กุนดุซ “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย”

Common School บทความ

เสียงที่ไม่ได้ยิน : ปัญหา และทางออกของคนงานแพลตฟอร์ม