กรุงเทพ-พัทยา ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นคำตอบของการกระจายอำนาจ?

2 มิถุนายน 2569
กรุงเทพ-พัทยา


กรุงเทพ-พัทยา ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นคำตอบของการกระจายอำนาจ?


เวลาพูดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายคนมักนึกถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าตาคล้ายกันทั่วประเทศ คือเทศบาลหรือ อบต. หรือระดับจังหวัดคือ อบจ. มีนายก มีสภา มีงบประมาณ และมีหน้าที่ดูแลบริการพื้นฐานใกล้บ้าน เช่น ถนน น้ำประปา ขยะ ไฟฟ้าส่องสว่าง การศึกษา และสาธารณสุข

ระบบแบบเดียวกันทั่วประเทศมีข้อดี ทำให้จัดระเบียบง่าย มีมาตรฐานกลาง และประชาชนพอเข้าใจได้ว่า อปท.ทำอะไร


ในความเป็นจริง พื้นที่แต่ละแห่งมีโจทย์ต่างกันมาก

เมืองหลวงที่มีคนเข้าออกวันละหลายล้านคน ย่อมมีปัญหาต่างจากเทศบาลขนาดเล็ก เมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่าประชากรตามทะเบียนหลายเท่า ย่อมมีภาระต่างจากเมืองทั่วไป พื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ที่มีภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์เฉพาะ ย่อมต้องการเครื่องมือบริหารที่ละเอียดอ่อนกว่ากฎชุดเดียวกันทั้งประเทศ


แนวคิดเรื่อง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นอีกคำตอบของการจัดการพื้นที่พิเศษ

ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจึงหมายถึง การออกแบบโครงสร้าง อำนาจ งบประมาณ และวิธีบริหารให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ เช่น เมืองหลวง มหานคร เมืองท่องเที่ยว พื้นที่ชายแดน พื้นที่หลากหลายทางวัฒนธรรม หรือพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองเฉพาะ


ในต่างประเทศมีหลายหลายรูปแบบ

ตัวอย่างต่างประเทศช่วยให้เห็นว่า ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมีได้หลายรูปแบบ บางแห่งเกิดจากโจทย์มหานคร บางแห่งเกิดจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม บางแห่งเกิดจากประวัติศาสตร์การเมือง และบางแห่งเกิดจากกระบวนการสันติภาพ


ลอนดอน สหราชอาณาจักร

ลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาซับซ้อน ทั้งระบบขนส่ง ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม ผังเมือง เศรษฐกิจเมือง และความปลอดภัย หากปล่อยให้แต่ละเขตจัดการแยกกัน เมืองทั้งเมืองอาจเดินไปคนละทิศละทาง

ลอนดอนจึงมีโครงสร้างสองระดับ ระดับแรกคือ Greater London Authority มีนายกเทศมนตรีลอนดอนและสภาลอนดอน ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ภาพรวมของเมือง เช่น ขนส่ง ผังเมือง สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย ระดับที่สองคือเขตย่อย หรือ boroughs ซึ่งเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับพื้นที่ของลอนดอน แต่ละ borough มีสภาและผู้บริหารของตนเอง ทำหน้าที่ดูแลงานบริการใกล้ตัวประชาชน เช่น ที่อยู่อาศัย โรงเรียนท้องถิ่น การเก็บขยะ ห้องสมุด ถนนสายย่อย สวนสาธารณะ บริการสังคม และการดูแลชุมชน

บทเรียนจากลอนดอนคือ เมืองใหญ่ต้องแยกให้ชัดว่า เรื่องใดเป็นเรื่องระดับมหานคร และเรื่องใดควรเป็นหน้าที่ของ boroughs หรือเขตย่อย ขนส่งมวลชน ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจต้องการภาพรวม ส่วนบริการใกล้บ้าน เช่น โรงเรียนท้องถิ่น ขยะ ห้องสมุด ถนนสายย่อย สวนสาธารณะ และบริการสังคม ควรอยู่กับ boroughs เพราะเป็นหน่วยที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า


โตเกียว ญี่ปุ่น

โตเกียวเป็นทั้งเมืองหลวงและมหานครขนาดใหญ่ ต้องดูแลพื้นที่เมืองหนาแน่น เขตพาณิชยกรรม พื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่รอบนอก โครงสร้างของโตเกียวจึงต่างจากจังหวัดทั่วไป มีรัฐบาลมหานครโตเกียว และมีเขตพิเศษหลายเขตที่ทำหน้าที่คล้ายเทศบาลในพื้นที่เมืองชั้นใน

บทเรียนจากโตเกียวคือ เมืองใหญ่ต้องมีการจัดชั้นอำนาจที่ละเอียดพอ เรื่องใหญ่ต้องวางแผนร่วมกัน ส่วนเรื่องใกล้ตัวควรให้พื้นที่ตัดสินใจเอง


บังซาโมโร ฟิลิปปินส์

บังซาโมโรมีเบื้องหลังจากความขัดแย้งยาวนานในมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ พื้นที่นี้มีประชากรมุสลิมโมโรจำนวนมาก ซึ่งมีภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ต่างจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ความขัดแย้งระหว่างรัฐฟิลิปปินส์กับขบวนการในพื้นที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ ก่อนนำไปสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพและการออกแบบเขตปกครองตนเองรูปแบบใหม่ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีอำนาจจัดการกิจการของตนเองมากขึ้น

เขตปกครองตนเองบังซาโมโรจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพ โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีอำนาจทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น มีรัฐสภาบังซาโมโรและรัฐบาลภูมิภาคของตนเอง มีอำนาจออกกฎหมายในบางเรื่อง จัดทำงบประมาณ วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดูแลการศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา และบริการสาธารณะบางด้านภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์

บทเรียนจากบังซาโมโรคือ ในบางพื้นที่ การกระจายอำนาจเกี่ยวข้องกับความไว้วางใจ ความเป็นธรรม และสันติภาพระยะยาว ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพการบริหาร


เซาท์ทีโรล อิตาลี

เซาท์ทีโรลเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม มีทั้งกลุ่มที่ใช้ภาษาเยอรมัน อิตาลี และลาดิน รูปแบบการปกครองตนเองของพื้นที่นี้คุ้มครองความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ประชาชนสามารถใช้ภาษาเยอรมันและอิตาลีติดต่อหน่วยงานรัฐได้ โรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามกลุ่มภาษา การรับคนเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐคำนึงถึงสัดส่วนกลุ่มภาษา และรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจดูแลงบประมาณ การศึกษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจท้องถิ่น และบริการสาธารณะจำนวนมาก

กรณีนี้ให้บทเรียนว่า รูปแบบพิเศษต้องมีหลักประกันทางกฎหมาย ขอบเขตอำนาจที่ชัด และความไว้วางใจระหว่างพื้นที่กับส่วนกลาง เมื่อมองหลายประเทศร่วมกัน จะเห็นว่า รูปแบบพิเศษไม่มีสูตรเดียว เมืองใหญ่ต้องการเครื่องมือบริหารมหานครเมืองหลวงต้องการระบบจัดการปัญหาข้ามเขต เมืองท่องเที่ยวต้องการรายได้และบริการที่สัมพันธ์กับจำนวนคนจริง พื้นที่หลากหลายทางวัฒนธรรมต้องการหลักประกันเรื่องอัตลักษณ์และการมีส่วนร่วม พื้นที่ขัดแย้งต้องการกลไกสร้างความไว้วางใจและสันติภาพ


ประเทศไทยมีท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ชัดเจนอยู่แล้วสองแห่ง คือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา



กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงและมหานครขนาดใหญ่ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากการเลือกตั้ง มีสภากรุงเทพมหานคร และมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง เหตุผลสำคัญคือ กรุงเทพฯ มีภารกิจมากกว่าเมืองทั่วไป ทั้งการจราจร ระบบระบายน้ำ น้ำท่วม ขยะ สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา และการประสานงานกับหน่วยงานรัฐจำนวนมาก

แต่ปัญหากรุงเทพฯ วันนี้ข้ามเส้นเขต กทม. ไปแล้ว คนจำนวนมากอยู่ปริมณฑล แต่เดินทางเข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ ทุกวัน น้ำ ฝุ่น ขยะ รถติด และการขยายตัวของเมือง ล้วนเป็นปัญหาร่วมของทั้งพื้นที่มหานคร

โจทย์จึงขยับจาก ผู้ว่า กทม. มีอำนาจแค่ไหน ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ ควรมีระบบบริหารมหานครกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างไร เพื่อให้ขนส่ง ผังเมือง น้ำท่วม และสิ่งแวดล้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ตัวอย่างข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมสมัยที่นำมาคิดต่อได้ คือ ชุดนโยบาย กทม. 2569 ของพรรคประชาชน ซึ่งมีหลายประเด็นที่สะท้อนโจทย์การกระจายอำนาจในเมืองใหญ่

ประเด็นแรก คือ การเพิ่มงบกลางต่อเขตให้ทั้ง 50 เขต เขตละ 7 ถึง 13 ล้านบาท ตามขนาดประชากร พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบงบประมาณระดับเขต หรือ Participatory Budgeting ข้อเสนอนี้ชี้ให้เห็นว่า การกระจายอำนาจในกรุงเทพฯ ไม่ควรหยุดอยู่ที่ผู้ว่าฯ กทม. หรือศาลาว่าการ กทม. แต่ต้องลงไปถึงสำนักงานเขตและชุมชน เพราะปัญหาใกล้บ้าน เช่น ทางเท้า ไฟสาธารณะ ถนนสายย่อย ป้าย ขยะ และพื้นที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่เขตรู้ปัญหาใกล้กว่าส่วนกลางของเมือง

ประเด็นที่สอง คือ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งไม่ได้เกิดจาก กทม. เพียงลำพัง แต่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุก โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่ก่อสร้าง การเผาในจังหวัดรอบเมือง และปัจจัยข้ามเขตปกครอง ข้อเสนอเรื่องการผลักดันเขตควบคุมมลพิษต่ำ หรือ Low Emission Zone ควรให้ครอบคลุมถึงปริมณฑล จึงสะท้อนว่า เมืองหลวงต้องการกลไกบริหารแบบมหานคร ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบต่างหน่วยต่างทำ

ประเด็นที่สาม คือ ที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย เมืองใหญ่ไม่ได้มีโจทย์แค่รถติด น้ำท่วม ฝุ่น หรือขยะ แต่ยังมีโจทย์ความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงในชีวิตคนเมือง ข้อเสนอเรื่องบ้านผู้มีรายได้น้อยและการยกระดับที่อยู่อาศัยชุมชน สะท้อนว่า กทม.ในฐานะท้องถิ่นรูปแบบพิเศษควรมีบทบาทเชิงรุกในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อย

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า ความเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษของกรุงเทพฯ ไม่ควรจบแค่การมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้งหรือการมีกฎหมายเฉพาะ แต่ต้องทำให้เกิดการกระจายอำนาจจริง ทั้งจากส่วนกลางมาสู่ กทม. และจากศาลาว่าการ กทม. ลงสู่เขตและชุมชน



เมืองพัทยา

เมืองพัทยาเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจากโจทย์เมืองท่องเที่ยว พัทยาต้องดูแลประชาชนตามทะเบียนบ้าน นักท่องเที่ยว แรงงาน ประชากรแฝง ผู้ประกอบการ และกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ภาระของพัทยาจึงสูงกว่าเมืองทั่วไป ทั้งความสะอาด ความปลอดภัย การจราจร น้ำเสีย ขยะ ชายหาด และภาพลักษณ์เมือง คำถามคือ รายได้ อำนาจ และเครื่องมือบริหารที่เมืองมีอยู่ เพียงพอกับภาระจริงหรือไม่

ข้อเสนอจากชุดนโยบายพัทยาเพื่อทุกคนช่วยทำให้โจทย์นี้เป็นรูปธรรมขึ้น เช่น Pattaya App ที่รองรับหลายภาษาและส่งพิกัดให้หน่วยเคลื่อนที่เร็ว งบฯ ชุมชนที่ให้ 42 ชุมชนร่วมกำหนดการใช้งบชุมชน Pattaya Many Moods ที่กระจายเทศกาลจากหาดพัทยาไปนาเกลือ เทพประสิทธิ์ โพธิสาร และเกาะล้าน รวมถึงการเปิดงบประมาณเมืองพัทยาออนไลน์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า เมืองท่องเที่ยวรูปแบบพิเศษต้องมีทั้งบริการสำหรับนักท่องเที่ยว การกระจายรายได้ลงชุมชน และธรรมาภิบาลที่โปร่งใส

พัทยายังมีโจทย์ท้าทายอีกหลายเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้รองรับทั้งคนในเมืองและนักท่องเที่ยว การจัดระบบน้ำประปาให้ทั่วถึงไปถึงเกาะล้าน หรือการปรับปรุงย่านต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ถ้าเมืองหนึ่งต้องดูแลคนมากกว่าตัวเลขประชากรในทะเบียนหลายเท่า แต่งบประมาณยังผูกกับตัวเลขทางทะเบียน และการหารายได้ยังอยู่ในกรอบระเบียบและกฎหมายเดิมเป็นหลัก เมืองนั้นย่อมทำงานยาก

โจทย์นี้ไม่ได้มีเฉพาะพัทยา เมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เกาะสมุย และเมืองชายทะเลหลายแห่งก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน เมืองเหล่านี้สร้างรายได้ให้ประเทศจำนวนมาก แต่ยังมีเครื่องมือจำกัดในการจัดการผลกระทบในพื้นที่ของตนเอง

รูปแบบพิเศษจึงเป็นทางเลือกที่ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดคือ เมืองเหล่านี้ควรมีอำนาจอะไรเพิ่ม ควรมีรายได้แบบใด ระบบตรวจสอบควรเป็นอย่างไร และประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตเมืองของตนเองได้มากขึ้นแค่ไหน


จากที่กล่าวว่าเพื่อจะบอกว่า รูปแบบพิเศษจะมีความหมาย เมื่อมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 เรื่องด้วยกัน

  1. หลักเกณฑ์ต้องชัด

พื้นที่นั้นพิเศษเพราะอะไร เป็นเมืองหลวง เป็นมหานคร เป็นเมืองท่องเที่ยว มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือเป็นพื้นที่ที่ต้องการกลไกสันติภาพ หลักเกณฑ์เหล่านี้ต้องชัด เพื่อป้องกันไม่ให้รูปแบบพิเศษกลายเป็นสิทธิ์พิเศษทางการกระจายอำนาจ

  1. มีอำนาจจริง

ถ้ามีกฎหมายพิเศษ แต่ท้องถิ่นยังตัดสินใจเรื่องสำคัญไม่ได้ ยังต้องรอส่วนกลางอนุมัติแทบทุกเรื่อง หรือไม่มีอำนาจจัดการผังเมือง ขนส่ง สิ่งแวดล้อม และบริการสาธารณะที่จำเป็น รูปแบบพิเศษก็ช่วยแก้ปัญหาได้น้อย

  1. งบประมาณต้องถึง

ท้องถิ่นที่มีภาระพิเศษต้องมีรายได้ที่สัมพันธ์กับภาระจริง เมืองท่องเที่ยวต้องมีรายได้ที่สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว เมืองใหญ่ต้องมีเครื่องมือการคลังสำหรับลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และต้องมีงบประมาณเพียงพอสำหรับบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชน

การส่งภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่ส่งเครื่องมือทางการคลังไปด้วย คือการกระจายภาระมากกว่าการกระจายอำนาจ

  1. ตรวจสอบได้

อำนาจที่เพิ่มขึ้นต้องมาพร้อมความโปร่งใส ข้อมูลเปิด สภาท้องถิ่นที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของประชาชน และกลไกติดตามผลที่ประชาชนเข้าถึงได้ ไม่เช่นนั้น การกระจายอำนาจอาจกลายเป็นการย้ายศูนย์กลางอำนาจจากส่วนกลางไปสู่คนบางกลุ่มในท้องถิ่น รูปแบบพิเศษจึงต้องทำให้ประชาชนไว้ใจท้องถิ่นได้มากขึ้น

ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นเพียงแนวทางหนึ่งของการกระจายอำนาจ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการปฏิรูประบบบริหารราชการ สิ่งสำคัญกว่าคือ ประเทศไทยต้องปฎิรูประบบการบริหารภาครัฐสู่การยุติรัฐราชการรวมศูนย์ และทำให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิเลือกผู้บริหารทุกระดับในพื้นที่ของตนเอง

หลักการพื้นฐานควรชัดเจนว่า ผู้บริหารพื้นที่ตั้งแต่ระดับจังหวัดควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่ และมีอำนาจเพียงพอในการแก้ปัญหาของพื้นที่ตนเอง ไม่ใช่รอคำสั่งหรือการอนุมัติจากส่วนกลางแทบทุกเรื่อง


การกระจายอำนาจจึงต้องไม่หยุดอยู่ที่การเปลี่ยนชื่อหน่วยงานหรือเพิ่มรูปแบบองค์กรใหม่ แต่ต้องกระจายทั้งงาน เงิน และคนไปสู่ท้องถิ่น งานคืออำนาจหน้าที่ที่แก้ปัญหาและสร้างบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์พื้นที่ เงินคืองบประมาณและรายได้ที่เพียงพอ คนคือบุคลากรและระบบบริหารที่ท้องถิ่นจัดการได้จริง ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือการทำงานแบบ เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่น

บทความ

   ดูทั้งหมด
2 มิถุนายน 2569    การเมืองท้องถิ่น บทความก้าวหน้า

กรุงเทพ-พัทยา ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นคำตอบของการกระจายอำนาจ?

5 พฤษภาคม 2569    การเมืองท้องถิ่น การเมืองและสังคม บทความ

เมืองจะเป็นแบบไหน เมื่อมี ผู้ว่า-นายก สายสังคมประชาธิปไตย

22 เมษายน 2569    การเมืองและสังคม บทความ

ภารกิจถอนรากถอนโคน รัฐพันลึกฮังการี

21 เมษายน 2569    การเมืองท้องถิ่น บทความ

วิกฤตพลังงาน คือบททดสอบการคลังท้องถิ่นในปี 2569

1 เมษายน 2569    การเมืองท้องถิ่น บทความ

พัฒนาเมือง-ปลดล็อกท้องถิ่นผ่านระบบงบประมาณ

28 มีนาคม 2569    การเมืองท้องถิ่น บทความก้าวหน้า

ประเทศไทยที่ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค จะหน้าตาอย่างไร?

28 มีนาคม 2569    การเมืองท้องถิ่น บทความก้าวหน้า

ทำไมต้องยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

17 มีนาคม 2569    การเมืองและสังคม บทความก้าวหน้า

10 เรื่องที่คนไทยควรรู้เกี่ยวกับ วิกฤตราคาน้ำมัน 2026 

9 มีนาคม 2569    การเมืองท้องถิ่น เรื่องเด่น

กทม. : อปท.รูปแบบพิเศษ พิเศษอย่างไร 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า